Mitsubishi Lancer Evolution XI 2013

Posted: กันยายน 21, 2012 in Uncategorized

 

Mitsubishi Lancer Evolution XI 2013

มิตซูบิชิอีโวคืนชีพ ในรูปแบบไฮบริดคาร์ ผสานพลังงานไฟฟ้าเข้ากับเครื่องยนต์ดีเซลเต็มสมรรถนะพร้อมรักษ์สิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยพลังงานไฟฟ้าแบ็ตเตอรี่ลิเทียมไออนและล้อหลังด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0L 350 แรงม้าช่วยเสริมการทำงานของเครื่องยนต์ ลดการปล่อยควันเสียต่ำกว่า 200g/km ความเร็วรอบ 0-60MPH ในเวลาไม่ถึง 5 วินาที แต่ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ระบบเบรคคเต็มประสิทธิภาพ Brembo หยุดรถได้ดั่งใจสั่ง สนุกกับการขับขี่บนท้องถนนด้วยระบบไฟฟ้าไฮบริดหรือเร้าใจกับทุกสนามแข่งด้วยเครื่องยนต์เบนซินขุมพลัง 350 แรงม้า

 

ฟอร์ด มัสแตง (Ford Mustang)

Posted: กันยายน 18, 2012 in Uncategorized

ฟอร์ด มัสแตง (Ford Mustang) เป็นรถสปอร์ตยอดนิยมของแถบอเมริกาและยุโรปบางส่วน เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1964[1] มัสแตงได้รับความนิยมสูงมาก ในปีเดียวกับการเปิดตัวครั้งแรก รถมัสแตง ถูกนำไปใช้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง จอมมฤตยู 007 มัสแตงมีจุดเด่นในความที่เป็นรถที่ ฝาครอบเครื่องยนต์ด้านหน้าจะยาวเมื่อเทียบสัดส่วนกับรถทั่วไป

มัสแตง มียอดขายเฉลี่ย 1 ล้านคัน ทุกๆ 18 เดือน (สูสีกับ โตโยต้า โคโรลล่า หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “อัลติส”) จากอดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งการที่รถสปอร์ตที่มีราคาแพงกว่ารถเก๋งเล็กๆลิบลิ่ว กลับมียอดขายใกล้เคียงกับรถเก๋งขนาดเล็กราคาถูกยอดนิยมของญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความนิยมในมัสแตง

มัสแตง จัดเป็นรถประเภท Pony Car คือ เป็นได้ทั้งรถสปอร์ตและรถCompact ทั่วไป ซึ่งเป็นรถที่เอนกประสงค์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ต เป็นรถที่เล็ก แต่แรงกว่ารถเก๋งทั่วไป

มัสแตง จนถึงปัจจุบันก็ยังผลิตอยู่ โดยแบ่งออกเป็ย 5 โฉม ตามช่วงเวลาได้ดังนี้

Generation ที่ 1 (รุ่นปี ค.ศ. 19641973)

 

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 1

ในโฉมนี้ ช่วงแรกๆ หลังจากเริ่มเป็นที่นิยม จะใช้เครื่องยนต์ straight-6 ขนาด 2.8 ลิตร เกียร์ธรรมดา 3 สปีด เป็นมาตรฐาน ขายในราคา 2,368 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่าเงินประมาณ 16,000 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน) แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาให้มีความแรงมากยิ่งขึ้น และเพิ่มขนาดเครื่องยนต์ และราคาแพงขึ้น

ในปีแรกหลังเปิดตัว รถมัสแตงมียอดขายถึง 478,812 คัน และในปีเดียวกับการเปิดตัวครั้งแรก มัสแตงถูกนำไปใช้แสดงในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ เรื่อง จอมมฤตยู 007 ด้วย

เครื่องยนต์รุ่นท็อปของฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 1 นี้ เห็นจะได้แก่ เครื่องยนต์ Super Cobra Jet V8 7.0 ลิตร 375 แรงม้า ซึ่งถือเป็นแรงม้าที่สูงมากเมื่อเทียบกับรถอื่นๆ ในยุคเดียวกัน ซึ่งเครื่องยนต์รุ่นท็อปนี้ ถูกผลิตใช้เป็นครั้งแรกในรุ่นปี ค.ศ. 1971

รถมัสแตงในโฉมนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นรถ 2 ที่นั่ง ตัวถัง 3 แบบ convertible , hardtop , fastback 2 ประตู คละกันไป แต่ในช่วงปลายๆ ของโฉม รถประเภท pony car ขายไม่ดี เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มไม่สนใจรถยนต์ประเภทนี้ เพราะราคาแพงเกินไป จึงเริ่มหันไปซื้อรถที่ราคาถูกและประหยัดกว่า ยอดขายฟอร์ดมัสแตงจึงลดลง ทางฟอร์ดจึงเร่งผลิตรถโฉมที่ 2 ออกมา

Generation ที่ 2 (รุ่นปี ค.ศ. 19741978)

 

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 2

หลังจากรถยนต์โฉมที่ 1 เริ่มขายไม่ออก เพราะขนาดเครื่องยนต์ ความแรง และราคาที่เกินพอดีของคนในยุคนั้น มัสแตง โฉมที่ 2 จึงถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลง ลูกสูบเล็กลง และเครื่องยนต์ใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่ามากขึ้น เพื่อฟื้นฟูให้รถยนต์ประเภท pony car ไม่เกินกำลังของผู้บริโภคทั่วๆไปที่จะหาซื้อ

มัสแตงโฉมที่ 2 มีขนาดลูกสูบเริ่มต้นที่ 2.8 ลิตร SOHC I4 และสูงสุดที่เครื่องขนาด 4.9 ลิตร V8 ซึ่งมีราคาถูกลงมาก ทำให้เกิดการซื้อรถมัสแตงเพิ่มขึ้น หลังจากโฉมที่ 2 เปิดตัวได้ครบ 1 ปี ขอดขายมัสแตงเฉพาะโฉมที่ 2 รวมขายได้ 385,993 คัน

มัสแตงโฉมนี้ มีรูปแบบบอดี้ภายนอก 2 แบบพื้นฐาน คือ coupe 2 ประตู และ hatchback 3 ประตู

เวลาผ่านไป ประชาชนเริ่มต้องการซื้อรถสปอร์ตขนาดใหญ่ขึ้น บรรจุคนได้มากขึ้น ยอดขายของมัสแตงจึงเริ่มหล่นลงอีก ทางฟอร์ด จึงต้องออกแบบมัสแตง โฉมที่ 3 ออกมา

Generation ที่ 3 (รุ่นปี ค.ศ. 19791993)

 

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 3

โฉมที่ 3 มีความใหญ่มากกว่าในโฉมที่ 2 และในโฉมที่ 3 นี้ มีการผลิตรถ 4 ที่นั่งออกมาขายรวมๆ กับมัสแตง 2 ที่นั่งทั่วๆ ไป (ก่อนหน้านี้มัสแตงไม่มีรถ 4 ที่นั่งเลย) โดยรถ 4 ที่นั่งนั้น ที่นั่งแถวหลังจะมีขนาดเล็กกว่าแถวหน้า

มัสแตงโฉมที่ 3 มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนสปีดในเกียร์ โดยรถเกียร์ธรรมดา จะมี 4 หรือ 5 สปีด (ของเดิม 3 กับ 4 สปีด) แล้วแต่รุ่น ส่วนเกียร์อัตโนมัติ จะมี 3 หรือ 4 สปีด (ของเดิม 2 กับ 3 สปีด) แล้วแต่รุ่นรถเช่นกัน และบอดี้รถก็มี 3 รูปแบบ คือ coupe , hatchback , convertible 2 ประตู

เครื่องยนต์แทบทุกระบบ นำรูปแบบมาจากมัสแตงในโฉมที่ 2 โดยมีตั้งแต่ 85-140 แรงม้า ลูกสูบ 2.3-4.9 ลิตร แต่ก็มีการผลิตเครื่องยนต์ชนิดใหม่ขึ้นบ้าง เช่น เครื่องยนต์ประเภท SVO

ในยุคกลางๆของโฉม ยอดขายของมัสแตงลดลงอีกครั้ง เนื่องด้วยช่วงนั้น รถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหน้าเริ่มเป็นที่นิยมแทนรถขับเคลื่อนล้อหลังแบบเก่า รถสปอร์ตยอดนิยมของประชาชนดูจะเปลี่ยนจากมัสแตงเป็นรถสปอร์ตมาสด้า ทางฟอร์ดคิดจะเปลี่ยนมัสแตงเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า แต่เมื่อแฟนพันธุ์แท้ของรถมัสแตงทราบ ก็ได้เขียนจดหมายมาต่อว่า เพราะการขับเคลื่อนล้อหลังถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างของมัสแตง ทางฟอร์ดจึงต้องหาทางออกอื่น

Generation ที่ 4 (รุ่นปี ค.ศ. 19942004)

 

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 4

โฉมนี้ เป็นโฉมที่มีความแตกต่างจากโฉมที่แล้วเป็นอย่างมาก (การเปลี่ยนโฉมครั้งก่อนๆ ตัวรถจะไม่เปลี่ยนแปลงมากถึงขนาดนี้) โดยรถดีไซน์ใหม่นี้ ยังเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังตามสไตล์ของมัสแตงดั้งเดิม แต่ระบบขับเคลื่อนล้อ ได้เปลี่ยนไปใช้ระบบที่ทันสมัย ตอบสนองได้ดีไม่แพ้รถขับเคลื่อนล้อหน้า และยกเลิกการผลิตบอดี้แบบ hatchback

เครื่องยนต์ตัวท็อปของโฉมที่ 4 เห็นจะได้แก่ เครื่องรุ่น Cobra หรือเครื่อง DOHC 4.6 ลิตร supercharged 390 แรงม้า และทอร์ก 529 นิวตันเมตร แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของรถ Cobra หลายคนกล่าวว่า รถรุ่น Cobra เวลาใช้จริงจะมีแรงมากกว่า 390 แรงม้า ซึ่งอาจแรงถึง 425 แรงม้าก็เป็นไปได้ และรถรุ่น Cobra สามารถวิ่งได้เร็วกว่า 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มัสแตงโฉมที่ 4 เกียร์ธรรมดา จะมี 5 หรือ 6 สปีด (ของเดิม 4 หรือ 5 สปีด) และเกียร์อัตโนมัติจะมี 4 สปีด

เครื่อง Cobra อันที่จริงนี้มีหลายรุ่นหลายแบบ แต่ตัวท็อปสุดนั้น ออกมาในรุ่นปี ค.ศ. 2003 ไม่นานหลังจากนั้น มัสแตง ก็เข้าสู่โฉมที่ 5

Generation ที่ 5 (รุ่นปี ค.ศ. 2005-ปัจจุบัน)

 

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 5

โฉมนี้ เป็นโฉมปัจจุบันของมัสแตง ในช่วงออกแบบ กระแสความนิยมย้อนยุค (Retro) มาแรง การออกแบบมัสแตงโฉมที่ 5 จึงออกแบบตัวรถให้มีความคลาสสิก โดยออกแบบใหม่ทั้งคัน แทบไม่เหลือเค้าโครงของมัสแตงโฉมที่ 4 เลย โดยการออกแบบมัสแตงโฉมนี้ ได้ผสมสไตล์ของมัสแตงโฉมแรกเข้าไปพอสมควร จนมีผู้ตั้งฉายาให้มัสแตงโฉมที่ 5 ว่า “retro-futurism” หรือ ลัทธิย้อนยุค

เครื่องยนต์ตัวท็อปของโฉมนี้ ได้รับรางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม ด้วยการทดสอบความเร่ง พบว่าเครื่องรุ่นท็อปของมัสแตงโฉมนี้ สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ไปถึง 96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (60 ไมล์ต่อชั่วโมง) ใน 4.9 วินาที

เครื่องยนต์ตัวนั้นคือ Modular V8 4.6 ลิตร ดัดแปลงมาจากเครื่อง Cobra รุ่นท็อปของโฉมที่ 4 นอกจากนี้ มัสแตงโฉมที่ 5 ได้เพิ่มความจุของถังน้ำมันขึ้นเป็น 60.6 ลิตร (จากเดิม 58.3 ลิตร)

บารอมิเตอร์

Posted: กันยายน 17, 2012 in Uncategorized

บารอมิเตอร์

   เมื่อมีแรงจากอากาศมากดตลับโลหะจะทำให้ตลับโลหะมีการเคลื่อนไหว ทำให้ เข็มที่ติดไว้กับตัวตลับชี้บอก
ความกดดันของอากาศ โดยทำสเกลบอกระดับความดัน ของอากาศไว้ วัดค่า ความกดดันที่เกิดจากแรงดันของ อากาศโดยใช้ของเหลว หรือ วัสดุแข็ง ที่สัมผัสโดยตรงกับอากาศ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความกดดัน สามารถนำไปทำนายการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในช่วงเวลาสั้นๆ การวัดความกด ดัน อากาศหลายจุดนำมา ประมวลผลภายใน การวิเคราะห์อากาศพื้นผิว (surface weather analysis) เพื่อช่วยค้นหาร่องความกดอากาศ (surface troughs),ระบบ ความกดอากาศสูง (high pressure systems), และ เส้นความกดอากาศเท่า (frontal boundaries)

 

บารอมิเตอร์แบบอ่างของเหลว หรือ บารอมิเตอร์อย่างง่าย มีหลักการคือ

  1. อากาศมีแรงดันทุกทิศทาง(ซึ่งถ้าอากาศมีความดันมากก็จะมีแรงดันมาก) และแรงดันของอากาศจะกด
    ลงบนผิวหน้าของของเหลว เช่น น้ำ หรือ ปรอท
  2. ปกติถ้ามีท่อบรรจุของเหลวโดยปลายท่อทั้งสองข้างเป็นปลายเปิดเนื่อง จากอากาศที่สัมผัสผิวของ เหลวในท่อทั้งสองข้างมาจากแหล่งเดียวกันมีแรงดัน(และความดัน)เท่ากัน จึงทำให้ระดับของเหลว ทั้งสองข้างเท่ากันเสมอไม่ว่าจะเอียงท่ออย่างไรก็ตาม (หลักการนี้นำไปใช้กับการคานวัดระดับสำหรับ
    วัดระดับสิ่งก่อสร้างให้สูงเท่ากัน)
  3. ถ้าปลายท่อข้างหนึ่งเป็นสุญญากาศ (ไม่มีแรงดันจากอากาศ) ขณะที่ปลาย ท่ออีกข้างหนึ่งสัมผัส อากาศ (สัมผัสแรงดันจากอากาศภายนอก)
  4. เมื่อยกปลายท่อข้างปิดให้สูงขึ้น (หรือเมื่อยกลูกสูบขึ้น) แรงดันจากอากาศ จะดันระดับของเหลวใน ปลายข้างเปิดลงไปซึ่งส่งผลให้ยกระดับของเหลวในปลายข้างปิดให้สูงขึ้นเป็นการพิสูจน์ว่า อากาศมี แรงกดดัน(แต่กรณีตรงข้าม ถ้าเลื่อนปลายท่อข้างปิดให้ต่ำลง แล้วระดับของเหลวในปลายข้างเปิดกลับ สูงขึ้นขั้นตอนนี้เป็นแรงต้านจากแรงดันของของเหลวที่กระทำกับวัสดุที่อุด ท่อ)
  5. ถ้ายกปลายท่อให้สูงขึ้นไปอีกถึงระดับความสูงหนึ่งแม้ว่าอากาศมีแรงดัน แต่แรงดัน (ความดัน)ของ
    อากาศมีขีดจำกัด
  6. เมื่อถึงระดับความสูงหนึ่งแรงดันจากอากาศภายนอกไม่สามารถชนะแรงต้านจากความดันของเหลวไม่ว่า จะยกปลายท่อสูงเพียงใด(หรือไม่ว่าโยกลูก สูบเพียงใด)
  7. โดยพบว่า ที่ระดับพื้นผิวโลก (ระดับน้ำทะเล)อากาศจะดันของเหลวขึ้นไปใน ท่อได้เต็มที่เพียงประมาณ 76 เซนติเมตร (เท่ากับ 760 มิลลิเมตร หรือ 0.76 เมตร) กรณีที่ของเหลวในท่อเป็น ปรอท
    (หรือ 9 เมตร ถ้าของเหลวใน ท่อเป็น น้ำ หรือแล้วแต่ชนิดของเหลว)

เทอร์มอมิเตอร์

Posted: กันยายน 17, 2012 in Uncategorized

เทอร์มอมิเตอร์

    เป็นเครื่องมือใช้วัดอุณหภูมิของสาร ภายในเทอร์มอมิเตอร์นั้นจะใส่ สารพวก แอลกอฮอล์ผสมสีไว้บางชนิดใส่ ปรอทสีเงินเข้าไปภายใน สเกลในเทอร์มอมิเตอร์จะ มีตั้งแต่ช่วงอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ถึง 100 องศาเซล เซียส เป็นต้น ไม่ควรนำ เทอร์มอมิเตอร์ไปใช้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 100 องศาเซลเซียส เนื่องจาก เมื่อนำ เทอร์มอมิเตอร์นั้นมาใช้ในอุณหภูมิที่เย็นจะทำให้สารใน เทอร์มอมิเตอร์ขาดเป็น ช่วง ๆ ได้ เมื่อได้รับความร้อน และหดตัวเมื่อคายความร้อนของเหลวที่ใช้บรรจุใน กระเปาะแก้วของเทอร์มอมิเตอร์ คือปรอทหรือแอลกอฮอล์ ที่ผสมกับสีแดง เมื่อ แอลกฮอล์ หรือปรอทได้รับความร้อน จะขยายตัวขึ้นไปตามหลอดแก้วเล็กๆ เหนือกระเปาะ แก้ว และจะหดตัวลงไปอยู่ในกระเปาะตามเดิมถ้าอุณหภูมิลดลงสาเหตุที่ใช้ แอลกอฮอล์หรือปรอท บรรจุลงใน เทอร์มอมิเตอร์เพราะของเหลวทั้งสอง นี้ไวต่อการ เปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และไม่เกาะผิวของหลอดแก้ว แต่ ถ้าเป็นของเหลวชนิดอื่น เช่นน้ำจะเกาะผิวหลอดแก้ว เมื่อขยายตัวหรือหดตัวจะติดค้างอยู่ในหลอดแก้วไม่ยอม กลับมาที่กระเปาะ

 

 

เทอร์โมมิเตอร์ที่ผลิตเพื่อใช้งาน จะมีด้วยกัน 3 แบบ คือ

  1. Partial Immersion Thermometer เทอร์โมมิเตอร์ชนิดนี้ถูกออกแบบไว้เพื่อให้ใช้วัดอุณหภูมิของ เหลวในการจุ่มเทอร์โมมิเตอร์ชนิดนี้เพื่อวัดอุณหภูมิ ต้องจุ่มเทอร์โมมิเตอร์ลงในของเหลวจนระดับผิว ของของเหลวถึง ขีดImmersion Ring เทอร์โมมิเตอร์ชนิดนี้เป็นแบบที่มี Accuracy น้อยที่สุดเพราะ อุณหภูมิของ Stem ส่วนที่อยู่บนอากาศส่งผลกระทบต่อการวัด ดังนั้นจึงต้องควบคุมอุณหภูมิภายใน ห้อง หรือสถานที่ที่ทำการวัดด้วย (Accuracy บอกค่าความผิดพลาดจากค่าจริง)
  2. Total Immersion Thermometer เป็นเทอร์โมมิเตอร์ที่ออกแบบไว้ให้ใช้วัดอุณหภูมิของของเหลว โดยความลึกของตัวเทอร์โมมิเตอร์ที่จุ่มในของเหลวนั้นจะต้องอยู่ที่หรือ ระดับของผิวของเหลวที่ระดับ ของเหลวใน Capillaryชี้บอกค่าอุณหภูมิ ในขณะใช้งานนั้น ๆ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องควบคุม อุณหภูมิห้อง หรือสถานที่ที่ทำการวัด
  3. Complete Immersion Thermometer เทอร์โมมิเตอร์แบบนี้ในการใช้งานต้องจุ่มตัวเทอร์โมมิเตอร์ ให้จมหมดทั้งตัว ซึ่งตัวทำอุณหภูมิต้องเป็นกระจก ในกรณีที่ใช้หม้อต้มและเทอร์โมมิเตอร์แบบนี้ สามารถใช้วัดอุณหภูมิของอากาศได้ เพราะถือว่าเทอร์โมมิเตอร์นี้จุ่มทั้งตัวอยู่ในอากาศ  เช่น เทอร์โมมิเตอร์แบบ Max-Min

ส่วนประกอบที่สำคัญของเทอร์โมมิเตอร์แบบกระเปาะแก้ว

  1. Bulb คือ ส่วนกระเปาะแก้วที่ภายในบรรจุของเหลวที่มีความไว ต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
  2. Stem คือ ก้านแท่งแก้ว ภายในเป็นท่อเล็ก ๆ (Capillary) ให้ของเหลวขยายตัววิ่งเข้าไปเมื่อได้รับ อุณหภูมิ
  3. Scale คือ ขีดแสดงอุณหภูมิที่ติดอยู่บน Stem บอกค่าอุณหภูมิ โดยดูจากระดับของเหลวใน Capillary
  4. Contraction Chamber เป็นส่วนขยายกว้างใน Capillary มีไว้ป้องกันไม่ให้ของเหลวหดตัวเข้าไปใน กระเปาะเมื่อวัดอุณหภูมิต่ำเกินไป (บางตัวไม่มี)
  5. Expansion Chamber เป็นส่วนขยายกว้างใน Capillary ด้านบนสุดของเทอร์โมมิเตอร์มีไว้ป้องกัน ไม่ให้เทอร์โมมิเตอร์แตก เมื่อวัดอุณหภูมิสูงเกินไป
  6. Immersion Ring มีเฉพาะเทอร์โมมิเตอร์แบบ Partial Immersion Thermometerเป็นขีดบอกเพื่อให
    จุ่มเทอร์โมมิเตอร์จนผิวของเหลวอยู่ที่ขีดนี้ เพื่อวัดอุณหภูมิของของเหลว

   ของเหลวที่ใส่ในเทอร์โมมิเตอร์ชนิดนี้มักเป็นปรอท แต่ยังมีของเหลวชนิดอื่นที่ใช้ เช่น แอลกอฮอล์ โทลูอีน เพนเทน เป็นต้น

การทำงานของ Liquid in Glass Thermometer ใช้การขยายตัวของของเหลวที่ใช้บรรจุ ซึ่งขยายตัวมาก กว่าแท่งแก้วที่เป็น Body ความสูงของของเหลวใน Capillary จะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ

การเกิดฟ้าผ่า

Posted: กันยายน 17, 2012 in Uncategorized

การเกิดฟ้าผ่า

   ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยเริ่มจากการก่อตัวของเมฆฟ้าผ่า (Cumulonimbus Cloud) ที่มีทั้งประจุบวกและลบอยู่ในก้อนเมฆ เมื่อการสะสมประจุมากขึ้นก็ทำให้ศักดาไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆกับพื้นดิน
มีการพัฒนาเพิ่มสูงขึ้นจนถึงจุดสูงสุดที่ทำให้เกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้าปริมาณมหาศาลระหว่างก้อนเมฆกับพื้น
ดินที่เรียกว่า ฟ้าผ่า

   อากาศเป็นฉนวนไฟฟ้ามันจะไม่ยอมให้ประจุต่างๆ เคลื่อนที่ผ่านมันได้โดย ง่าย ดังนั้น เมื่อประจุไฟฟ้าบนเมฆ จะเคลื่อนที่ลงสู่พื้นดินมัน จะต้องมีปริมาณ ที่สูงมาก โดยประจุเหล่านี้จะสร้างความต่างศักย์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้น จะทำให้ อากาศซึ่งเป็นฉนวนไฟฟ้าแตกตัวเป็นไอออนชั่วคราว โดยที่อากาศที่แตกตัวนี้ จะลักษณะเป็นท่อผอมๆ ยาวๆ โดยทั่วไปจะมีความยาวประมาณ 50 เมตร เมื่อท่อนี้เกิดขึ้นประจุก็จะมีการถ่ายเทไปอีกจุดหนึ่ง เมื่อถ่ายเทเสร็จ แล้วก็จะ
ทำให้เกิดการแตกตัวของอากาศที่ใหม่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ เดิมที่เป็นท่อ เล็กๆ มีความยาวประมาณ 50 เมตร ดังนั้นการเกิดขึ้นของฟ้าฝ่าจะเป็นไปใน ลักษณะทีละขั้นทีละขั้น โดยแต่ละขั้นจะใช้เวลาประมาณ 0.000005 วินาที เนื่องจากแต่ละขั้นเกิดขึ้นเร็วมาก เราจึงเห็นการเกิดขึ้นของฟ้าผ่่า เป็นเหตุ การณ์ต่อเนื่อง และ เกิดขึ้นเร็วมาก มีของน่าสังเกตุอย่างหนึ่งที่ว่า แต่ละขั้น ของการทำให้อากาศแตกตัวเป็นไออนนี้ ท่อดังกล่าวไม่จำเป็นต้องอยู่ในแนว ดิ่งเสมอไป ความจริงแล้วมันอยู่ในทิศทางไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับค่าของการนำ ไฟฟ้าในอากาศ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของอากาศในที่นั้นๆ ดังนั้นเราจึงเห็นฟ้าผ่่าในรูปแบบต่างๆ มิใช่ฟ้าผ่าในแนว ดิ่ง แต่เป็นรูปร่าง ที่แตกกิ่งก้านสาขาไปอย่างสวยงาม โดยส่วนใหญ่ฟ้าผ่่าจะเกิดจากการเคลื่อนที่ของประจุลบ ด้านล่างของเมฆ ลงสู่ดิน แต่การถ่ายเทประจุบวกลงสู่ดิน ที่ทำให้เกิดฟ้าฝ่า ก็เกิดได้เช่นเดียวกัน

ขั้นตอนการเกิดฟ้าผ่า

   ที่แล้วมาการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับฟ้าผ่าที่โด่งดังที่สุด คงจะเป็นของ เบนจามิน เฟรงคลิน (Benjamin Franklin) ในช่วงศตวรรษที่ 18 โดยใช้ว่าวทองแดงไปล่อฟ้าผ่านั่นเอง ทำให้เรารู้ว่าฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ที่ เกิดจากการไหลของประจุไฟฟ้า จากที่ๆ มีศักย์ประจุไฟฟ้าสูงไปยังที่ๆ มีศักย์ ไฟฟ้าต่ำ

ฟ้าร้องฟ้าผ่า

Posted: กันยายน 17, 2012 in Uncategorized

ฟ้าร้อง

  คือเสียงที่เกิดจากเหตุการณ์ฟ้าแลบ ซึ่งขึ้นกับลักษณะของฟ้าแลบและระยะห่างของผู้สังเกตด้วย โดยอาจ เป็นเพียงเสียงแหลมบางเหมือนของแตก ไปจนถึงเสียงคำรามต่ำๆ ยาวๆ ทั้งนี้เนื่องจากฟ้าแลบ ทำให้ความดัน และอุณหภูมิของอากาศเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้อากาศรอบๆ บริเวณนั้นเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และทำ ให้เกิดคลื่นโซนิคซึ่งสร้างเสียงฟ้าร้องขึ้น  แล้วเสียงที่เกิดขึ้น เนื่องจากอากาศขยายตัวเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เพราะความร้อนที่เกิดจากฟ้าแลบ และเกิดจากการที่ก้อนเมฆลอยตัวไปแล้วเสียดสีกับบรรยากาศ หรือเสียดสี ระว่างก้อนเมฆด้วยกันทำให้เกิดการ สะสมไฟฟ้าสถิตในตัวก้อนเมฆมากทำให้ก้อนเมฆมีศักดิ์ไฟฟ้าสูงตั้งแต่   10-100 MV เมื่อสะสมไว้มากก็เกิดความเครียดของสนามไฟฟ้า เมื่อความเครียดของสนามไฟฟ้าถึงขั้นวิกฤตก็ต้อง ปลดปล่อยโดยการดิสชาร์จระหว่าง ก้อนเมฆกับพื้นโลกเลยเกิดเป็นฟ้าผ่า(Ground Flash)แต่ถ้าดิสชาร์จ ระหว่างก้อนเมฆกับก้อนเมฆ เรียกว่า ฟ้า แลบ (air Discharge) ลำแสงฟ้าผ่ามี อุณหภูมิสูงถึง 30000 องศาเคลวิน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ฟ้าผ่าลงที่ใดก็ เกิดไฟไหม้สิ่งนั้นทันที


ฟ้าผ่า

  คือ การปลดปล่อยพลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาล พร้อมกับแสงจ้าตามด้วยเสียงกัมปนาทของฟ้าร้องฟ้าผ่า อาจมีความยาวได้ถึง 8 กิโลเมตร ทำให้อุณหภูมิอากาศสูงขึ้นถึง 27,200เซลเซียส (50,000 ฟาเรนไฮต์) และ มีความต่างศักย์ถึง 100,000,000 โวลท์ ฟ้าผ่าโดยทั่วไปเกิดขึ้นใช้เวลา 1/4 วินาที และประกอบไปด้วยการ ปล่อยไฟฟ้าจำนวน 3-4 สาย (stroke) แต่ละสายมีอายุประมาณไม่กี่ 1/1000 วินาที การประมาณว่าเกิดฟ้าผ่า ลงสู่โลกของเรา โดยเฉลี่ย 100 ครั้ง/วินาที ฟ้าผ่าสามารถฆ่าคนได้ และเป็นสาเหตุของหัวใจวาย ฟ้าผ่าไม่ได้ เกิดจากพายุฝน คะนองเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ, ไฟป่าที่รุนแรง, การระเบิดของระเบิดนิว เคลียร์บนพื้นดิน, พายุหิมะที่รุนแรง, และในพายุเฮอริเคนขนาดใหญ่


ฝน

Posted: กันยายน 17, 2012 in Uncategorized

ฝน

   คือ หยาดน้ำฟ้าที่มีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมากพอที่จะชนะแรง ต้านอากาศ และตกสู่พื้นโลกได้ โดยไม่ระเหยเป็นไอน้ำเสียก่อน ขณะที่อยู่ใต้ระดับควบแน่น ซึ่งเป็นลักษณะเป็นเม็ดของเหลว มี เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 มิลลิลิตร เกิดจากไอน้ำกลั่นตัวเป็นสายของ น้ำแล้วรวมตัวกัน มีขนาดโตจนมีน้ำหนักมากพอที่ตกลงสู่พื้นโลก ยิ่งหยาดน้ำมีขนาดโตเท่าใด ก็ยิ่งลงสู่พื้นเร็วเท่านั้น ขนาดที่ลมพัด ผ่านภูเขา ไอน้ำที่ระเหยมาจากทะเลและพื้นดิน ก็จะลอยตามลมสูง ขึ้นไปบนฟ้าด้วย ยิ่งลอยสูงขึ้น อากาศก็ยิ่งเย็นลง ขณะที่อากาศ เย็นลง ไอน้ำที่อยู่ในอากาศก็จะกลั่นตัวรวมกันเป็นหยดน้ำเล็กๆ เกาะกลุ่มรวมกัน เป็นเมฆลอยอยู่ในอากาศ เมื่อหยดน้ำเล็กๆ รวม ตัวกัน และมีขนาดโตขึ้น ก็กลายเป็นเม็ดฝนตกกลับมาลงสู่พื้นดิน หรือในทะเลอีกครั้งหนึ่ง การหมุนเวียนเช่นนี้ เรียกว่า วัฏจักรของน้ำ (Water Cycle)

 

วัฏจักรของน้ำ

  น้ำบริเวณพื้นผิวหน้าในทะเลและมหาสมุทร เมื่อถูกความร้อนจากดวงอาทิตย์จะระเหยกลายเป็นไอน้ำลอยขึ้น ไปในบรรยากาศไอน้ำ บางส่วนอาจถูกพัดพาเข้ามายังแผ่นดิน เมื่อกระทบกับอากาศที่เย็นจะกลายเป็นหยดน้ำ เล็กๆ และรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ เมื่อ ก้อนเมฆลอยสูงขึ้นหยดน้ำภายในก้อนเมฆจะรวมตัวกันใหญ่ ขึ้นแล้วตกลง มาเป็นฝน  น้ำฝนที่ตกลงมานั้นบางส่วนระเหยกลับสู่บรรยากาศบางส่วนจะไหลอยู่ในลำธารและกลับสู่ทะเลบาง ส่วนไหลจมลงในดิน และถูกซับไว้ บางส่วนถูกพืชใช้ไป และถ่ายสู่บรรยากาศ โดยการคายน้ำทางใบพืชบาง ส่วนถูกพืชดูดซับไว้ และจะกลับสู่ บรรยากาศอีกครั้งหนึ่งเมื่อพืชตาย และมีการเน่าเปื่อยโดยปกติวัฏจักรของน้ำ จะอยู่ใน ภาวะที่สมดุลอยู่เสมอเมฆ กล่าวคือ เมฆปริมาณน้ำที่ระเหยกลายเป็นไอจากทะเล และมหาสมุทรเมื่อ ถูกพัดพาเข้าสู่แผ่นดินแล้วตกลงมาเป็นฝนเมฆ ในที่สุดจะไหลกลับสู่ทะเลในปริมาณเดียวกันเสมอ

   เมื่ออุณหภูมิของอากาศบนพื้นผิวลดต่ำกว่าจุดน้ำค้าง ไอน้ำในอากาศจะควบแน่นเป็นหยดน้ำเล็กๆ เกาะบนใบ ไม้ ใบหญ้าเหนือพื้นดิน บนอากาศก็เช่นกัน ไอน้ำต้องการอนุภาคเล็กๆ ที่แขวนลอยอยู่ในอากาศเป็น “แกนควบ แน่น” (Condensation nuclei) แกนควบแน่นเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำ (Hygroscopic) ดังเช่น ฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ หรืออนุภาคเกลือ ซึ่งมีขนาดประมาณ 0.0002 มิลลิเมตร หากปราศจากแกนควบแน่นแล้ว ไอน้ำบริสุทธิ์ไม่สามารถควบแน่นเป็นของเหลวได้ ถึงแม้จะมีความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 100% ก็ตาม