ฟอร์ด มัสแตง (Ford Mustang)

Posted: กันยายน 18, 2012 in Uncategorized

ฟอร์ด มัสแตง (Ford Mustang) เป็นรถสปอร์ตยอดนิยมของแถบอเมริกาและยุโรปบางส่วน เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1964[1] มัสแตงได้รับความนิยมสูงมาก ในปีเดียวกับการเปิดตัวครั้งแรก รถมัสแตง ถูกนำไปใช้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง จอมมฤตยู 007 มัสแตงมีจุดเด่นในความที่เป็นรถที่ ฝาครอบเครื่องยนต์ด้านหน้าจะยาวเมื่อเทียบสัดส่วนกับรถทั่วไป

มัสแตง มียอดขายเฉลี่ย 1 ล้านคัน ทุกๆ 18 เดือน (สูสีกับ โตโยต้า โคโรลล่า หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “อัลติส”) จากอดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งการที่รถสปอร์ตที่มีราคาแพงกว่ารถเก๋งเล็กๆลิบลิ่ว กลับมียอดขายใกล้เคียงกับรถเก๋งขนาดเล็กราคาถูกยอดนิยมของญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความนิยมในมัสแตง

มัสแตง จัดเป็นรถประเภท Pony Car คือ เป็นได้ทั้งรถสปอร์ตและรถCompact ทั่วไป ซึ่งเป็นรถที่เอนกประสงค์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ต เป็นรถที่เล็ก แต่แรงกว่ารถเก๋งทั่วไป

มัสแตง จนถึงปัจจุบันก็ยังผลิตอยู่ โดยแบ่งออกเป็ย 5 โฉม ตามช่วงเวลาได้ดังนี้

Generation ที่ 1 (รุ่นปี ค.ศ. 19641973)

 

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 1

ในโฉมนี้ ช่วงแรกๆ หลังจากเริ่มเป็นที่นิยม จะใช้เครื่องยนต์ straight-6 ขนาด 2.8 ลิตร เกียร์ธรรมดา 3 สปีด เป็นมาตรฐาน ขายในราคา 2,368 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่าเงินประมาณ 16,000 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน) แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาให้มีความแรงมากยิ่งขึ้น และเพิ่มขนาดเครื่องยนต์ และราคาแพงขึ้น

ในปีแรกหลังเปิดตัว รถมัสแตงมียอดขายถึง 478,812 คัน และในปีเดียวกับการเปิดตัวครั้งแรก มัสแตงถูกนำไปใช้แสดงในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ เรื่อง จอมมฤตยู 007 ด้วย

เครื่องยนต์รุ่นท็อปของฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 1 นี้ เห็นจะได้แก่ เครื่องยนต์ Super Cobra Jet V8 7.0 ลิตร 375 แรงม้า ซึ่งถือเป็นแรงม้าที่สูงมากเมื่อเทียบกับรถอื่นๆ ในยุคเดียวกัน ซึ่งเครื่องยนต์รุ่นท็อปนี้ ถูกผลิตใช้เป็นครั้งแรกในรุ่นปี ค.ศ. 1971

รถมัสแตงในโฉมนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นรถ 2 ที่นั่ง ตัวถัง 3 แบบ convertible , hardtop , fastback 2 ประตู คละกันไป แต่ในช่วงปลายๆ ของโฉม รถประเภท pony car ขายไม่ดี เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มไม่สนใจรถยนต์ประเภทนี้ เพราะราคาแพงเกินไป จึงเริ่มหันไปซื้อรถที่ราคาถูกและประหยัดกว่า ยอดขายฟอร์ดมัสแตงจึงลดลง ทางฟอร์ดจึงเร่งผลิตรถโฉมที่ 2 ออกมา

Generation ที่ 2 (รุ่นปี ค.ศ. 19741978)

 

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 2

หลังจากรถยนต์โฉมที่ 1 เริ่มขายไม่ออก เพราะขนาดเครื่องยนต์ ความแรง และราคาที่เกินพอดีของคนในยุคนั้น มัสแตง โฉมที่ 2 จึงถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลง ลูกสูบเล็กลง และเครื่องยนต์ใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่ามากขึ้น เพื่อฟื้นฟูให้รถยนต์ประเภท pony car ไม่เกินกำลังของผู้บริโภคทั่วๆไปที่จะหาซื้อ

มัสแตงโฉมที่ 2 มีขนาดลูกสูบเริ่มต้นที่ 2.8 ลิตร SOHC I4 และสูงสุดที่เครื่องขนาด 4.9 ลิตร V8 ซึ่งมีราคาถูกลงมาก ทำให้เกิดการซื้อรถมัสแตงเพิ่มขึ้น หลังจากโฉมที่ 2 เปิดตัวได้ครบ 1 ปี ขอดขายมัสแตงเฉพาะโฉมที่ 2 รวมขายได้ 385,993 คัน

มัสแตงโฉมนี้ มีรูปแบบบอดี้ภายนอก 2 แบบพื้นฐาน คือ coupe 2 ประตู และ hatchback 3 ประตู

เวลาผ่านไป ประชาชนเริ่มต้องการซื้อรถสปอร์ตขนาดใหญ่ขึ้น บรรจุคนได้มากขึ้น ยอดขายของมัสแตงจึงเริ่มหล่นลงอีก ทางฟอร์ด จึงต้องออกแบบมัสแตง โฉมที่ 3 ออกมา

Generation ที่ 3 (รุ่นปี ค.ศ. 19791993)

 

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 3

โฉมที่ 3 มีความใหญ่มากกว่าในโฉมที่ 2 และในโฉมที่ 3 นี้ มีการผลิตรถ 4 ที่นั่งออกมาขายรวมๆ กับมัสแตง 2 ที่นั่งทั่วๆ ไป (ก่อนหน้านี้มัสแตงไม่มีรถ 4 ที่นั่งเลย) โดยรถ 4 ที่นั่งนั้น ที่นั่งแถวหลังจะมีขนาดเล็กกว่าแถวหน้า

มัสแตงโฉมที่ 3 มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนสปีดในเกียร์ โดยรถเกียร์ธรรมดา จะมี 4 หรือ 5 สปีด (ของเดิม 3 กับ 4 สปีด) แล้วแต่รุ่น ส่วนเกียร์อัตโนมัติ จะมี 3 หรือ 4 สปีด (ของเดิม 2 กับ 3 สปีด) แล้วแต่รุ่นรถเช่นกัน และบอดี้รถก็มี 3 รูปแบบ คือ coupe , hatchback , convertible 2 ประตู

เครื่องยนต์แทบทุกระบบ นำรูปแบบมาจากมัสแตงในโฉมที่ 2 โดยมีตั้งแต่ 85-140 แรงม้า ลูกสูบ 2.3-4.9 ลิตร แต่ก็มีการผลิตเครื่องยนต์ชนิดใหม่ขึ้นบ้าง เช่น เครื่องยนต์ประเภท SVO

ในยุคกลางๆของโฉม ยอดขายของมัสแตงลดลงอีกครั้ง เนื่องด้วยช่วงนั้น รถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหน้าเริ่มเป็นที่นิยมแทนรถขับเคลื่อนล้อหลังแบบเก่า รถสปอร์ตยอดนิยมของประชาชนดูจะเปลี่ยนจากมัสแตงเป็นรถสปอร์ตมาสด้า ทางฟอร์ดคิดจะเปลี่ยนมัสแตงเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า แต่เมื่อแฟนพันธุ์แท้ของรถมัสแตงทราบ ก็ได้เขียนจดหมายมาต่อว่า เพราะการขับเคลื่อนล้อหลังถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างของมัสแตง ทางฟอร์ดจึงต้องหาทางออกอื่น

Generation ที่ 4 (รุ่นปี ค.ศ. 19942004)

 

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 4

โฉมนี้ เป็นโฉมที่มีความแตกต่างจากโฉมที่แล้วเป็นอย่างมาก (การเปลี่ยนโฉมครั้งก่อนๆ ตัวรถจะไม่เปลี่ยนแปลงมากถึงขนาดนี้) โดยรถดีไซน์ใหม่นี้ ยังเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังตามสไตล์ของมัสแตงดั้งเดิม แต่ระบบขับเคลื่อนล้อ ได้เปลี่ยนไปใช้ระบบที่ทันสมัย ตอบสนองได้ดีไม่แพ้รถขับเคลื่อนล้อหน้า และยกเลิกการผลิตบอดี้แบบ hatchback

เครื่องยนต์ตัวท็อปของโฉมที่ 4 เห็นจะได้แก่ เครื่องรุ่น Cobra หรือเครื่อง DOHC 4.6 ลิตร supercharged 390 แรงม้า และทอร์ก 529 นิวตันเมตร แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของรถ Cobra หลายคนกล่าวว่า รถรุ่น Cobra เวลาใช้จริงจะมีแรงมากกว่า 390 แรงม้า ซึ่งอาจแรงถึง 425 แรงม้าก็เป็นไปได้ และรถรุ่น Cobra สามารถวิ่งได้เร็วกว่า 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มัสแตงโฉมที่ 4 เกียร์ธรรมดา จะมี 5 หรือ 6 สปีด (ของเดิม 4 หรือ 5 สปีด) และเกียร์อัตโนมัติจะมี 4 สปีด

เครื่อง Cobra อันที่จริงนี้มีหลายรุ่นหลายแบบ แต่ตัวท็อปสุดนั้น ออกมาในรุ่นปี ค.ศ. 2003 ไม่นานหลังจากนั้น มัสแตง ก็เข้าสู่โฉมที่ 5

Generation ที่ 5 (รุ่นปี ค.ศ. 2005-ปัจจุบัน)

 

ฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 5

โฉมนี้ เป็นโฉมปัจจุบันของมัสแตง ในช่วงออกแบบ กระแสความนิยมย้อนยุค (Retro) มาแรง การออกแบบมัสแตงโฉมที่ 5 จึงออกแบบตัวรถให้มีความคลาสสิก โดยออกแบบใหม่ทั้งคัน แทบไม่เหลือเค้าโครงของมัสแตงโฉมที่ 4 เลย โดยการออกแบบมัสแตงโฉมนี้ ได้ผสมสไตล์ของมัสแตงโฉมแรกเข้าไปพอสมควร จนมีผู้ตั้งฉายาให้มัสแตงโฉมที่ 5 ว่า “retro-futurism” หรือ ลัทธิย้อนยุค

เครื่องยนต์ตัวท็อปของโฉมนี้ ได้รับรางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม ด้วยการทดสอบความเร่ง พบว่าเครื่องรุ่นท็อปของมัสแตงโฉมนี้ สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ไปถึง 96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (60 ไมล์ต่อชั่วโมง) ใน 4.9 วินาที

เครื่องยนต์ตัวนั้นคือ Modular V8 4.6 ลิตร ดัดแปลงมาจากเครื่อง Cobra รุ่นท็อปของโฉมที่ 4 นอกจากนี้ มัสแตงโฉมที่ 5 ได้เพิ่มความจุของถังน้ำมันขึ้นเป็น 60.6 ลิตร (จากเดิม 58.3 ลิตร)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s